เทคนิคการสอบสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ พิชิตคำถามโหดในการสัมภาษณ์งาน

advertisements

เทคนิคการสอบสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ

การสอบสัมภาษณ์ (Interview) ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่งในการสมัครงาน ซึ่งโดยส่วนใหญ่บริษัทต่างๆมักจะใช้การสัมภาษณ์ ในการตัดสินใจว่าบุคคลนั้นมีความเหมาะสมที่จะเข้าไปทำงานในตำแหน่งที่ สมัครหรือไม่ มากน้อยเพียงใด การสอบสัมภาษณ์ไม่ใช่เพียงเพื่อการสอบถามหรือพูดคุยอย่างเดียวแต่
ผู้สมัครภาษณ์อาจต้องการดูกิริยาท่าทางหรือบุคลิกลักษณะของผู้สมัครด้วย มีความเหมาะสมกับงานหรือไม่ ดังนั้นการเตรียมตัวในการสอบสัมภาษณ์เราอาจต้องเตรียม ทั้งการพูด, กิริยาท่าทางการวางตัว ตลอดจนสิ่งที่ควรไม่ควรทำในการสอบสัมภาณ์
ข้อมูลในการใช้เตรียมตัวเพื่อสัมภาษณ์งาน
มี 4 ข้อมูลหลัก ดังนี้

1.  ต้องเตรียมคำพูดเกี่ยวกับประวัติของตัวเราเองให้คล่อง เรียงลำดับให้ถูกว่าจะพูดอะไรก่อนหลัง ควรพูดให้กระชับ ไม่เยิ่นเย้อ โดยพูดเกี่ยวกับ ชื่อของเราเอง, ภูมิลำเนา, การศึกษา และประวัตการทำงานคร่าวๆ ทั้งนี้ต้องพูดให้เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่พูดแบบท่องหรืออ่านให้ฟัง

2.  ควรทราบรายละเอียดเกี่ยวกับงานและบริษัท ดังนั้นจึงต้องเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือหน่วยงานที่เราจะไปสัมภาษณ์ เช่น ประวัติความเป็นมา, สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้นๆ และเตรียมคำตอบเฉพาะล่วงหน้า

3.  ควรจัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งงานที่เราสมัครให้พร้อม ซึ่งข้อมูลนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่สุดของการสัมภาษณ์เพราะโดยส่วนใหญ่ผู้ สัมภาษณ์มักจะเน้นถามเกี่ยวกับงานที่จะให้เราไปทำเป็นหลัก หากเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานแล้วอาจไม่มีปัญหาในการตอบคำถาม แต่สำหรับผู้จบการศึกษาใหม่ให้ดูว่าตำแหน่งงานที่เราสมัครนั้นเกี่ยวข้องกับ สาขาวิชาใดที่เราได้ศึกษามาบ้าง ควรกับไปทบทวนใด้ดีและควรคิดแนวทางการตอบไว้ล่วงหน้าว่าจะเชื่อมโยงระหว่าง ความรู้ต่างๆที่เราได้เรียนมากับ ลักษณะของงานในตำแหน่งที่เราสมัครได้อย่างไร

4.  ข้อมูลทั้งหมดที่จัดเตรียมควรเตรียมทั้งแบบภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพราะไม่แน่ว่าเราจะถูกสอบสัมภาษณ์ด้วยภาษาใด และฝึกพูดออกเสียงให้คล่อง

สิ่งที่ต้องจัดเตรียมเพื่อการสัมภาษณ์งาน

1.   เอกสารในการสมัครงานทั้งหมด ได้แก่ ภาพถ่าย, สำเนาวุฒิการศึกษา, สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาการผ่านเกณฑ์ทหาร(เฉพาะผู้ชาย), ใบผ่านงาน, ใบรังรองต่างๆ และเอกสารที่จำเป็นอื่น

2.   อุปกรณ์การเขียน เช่น ปากกา, ลิควิด, ฯลฯ

การแต่งกายและการเดินทางไปสัมภาษณ์

1.   การแต่งกายไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงควรแต่งในเครื่องแบบของบุคคลที่อยู่ในวัย ทำงาน แม้ว่าจะเป็นผู้ที่จบการศึกษาใหม่ก็ไม่ควรแต่งกายด้วยชุดนักศึกษา เพราะจะดูเหมือนกับว่าเรายังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมจะทำงาน

2.   ควรวางแผนการเดินทางก่อนทุกครั้ง โดยศึกษาที่ตั้งของบริษัทหรือหน่วยงานแห่งนั้นให้ละเอียดก่อนว่าเราจะเดินไป อย่างไร มีรถเมล์สายใดบ้างที่วิ่งผ่าน และต้องจดที่อยู่พร้อมเบอร์โทรของบริษัทไปด้วยเสมอ เผื่อจะใช้ในการสอบถาม

3.   ควรเดินทางไปถึงที่สอบสัมภาษณ์ก่อนเวลานัดหมายอย่างน้อย 15 นาที

4.   เมื่อเดินทางไปถึงให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ก่อนว่าเรามาสอบสัมภาษณ์ และขณะรอสัมภาษณ์ไม่ควรเดินไปเดินมา หรือแสดงกิริยาท่าทางที่ไม่เหมาะสม ถ้ามีเอกสารเกี่ยวกับบริษัทควรเปิดอ่านศึกษาเผื่อเราจะได้ข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับบริษัทบ้าง

การวางตัวในขณะสัมภาษณ์

    1. ก่อนเข้าห้องสอบสัมภาษณ์ควรปิดโทรศพท์มือถือก่อนเสมอ
    2. ต้องยกมือไหว้ทักทายผู้สัมภาษณ์ก่อนเสมอ และไม่ควรนั่งก่อนได้รับอนุญาต
    3. ควรนั่งในท่าสุภาพ ไม่เกร็ง วางแขนไว้ที่ตัก
    4. ไม่ควรหลบตาผู้สัมภาษณ์ ควรสบตาตามความเหมาะสม
    5. การตอบคำถามควรลงท้ายด้วย “ครับ”, “ค่ะ” เสมอ ไม่ควรตอบเฉพาะคำถามห้วนๆ
    6. เมื่อได้ยินคำถามไม่ชัด ให้ขอร้องผู้สัมภาษณ์ให้ถามซ้ำอีกครั้ง
    7. ไม่ควรพูดสอดแทรกในขณะที่ผู้สัมภาษณ์กำลังพูด
    8. ควรนั่งในท่าสุภาพ ไม่เกร็ง วางแขนไว้ที่ตัก
    9. ก่อนออกจากห้องสัมภาษณ์ควรกล่าวของคุณที่ให้โอกาสเรามาสัมภาษณ์ และยกมือไหว้พร้อมกล่าวลาอย่างสุภาพ

คำถาม” ยอดนิยมที่ต้องเจอและ แนวทางในการ “ตอบ”

1. Why did you apply for this position? (ทำไมคุณจึงเลือกสมัครตำแหน่งนี้) หรือ
Why do you want to leave your present job? (ทำไมคุณจึงต้องการออกจากงาน ที่ทำอยู่ปัจจุบัน)
คำถามประเภทนี้ ต้องตอบในลักษณะที่ว่า เราต้องการมีประสบการณ์มากขึ้น และอยากมีความรับผิดชอบ มากขึ้นกว่านี้อีก เช่น
 I would like to broaden my experience and have more responsibility. หรือ
 I have been looking for another job which give me more responsibility and offer better prospects for the future. (ผมกำลังหางานใหม่ ที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น และมีอนาคตที่ดีกว่า)

2. ไม่ควรทำตัวคุ้นเคยจนเกินไป ถึงแม้ว่า บริษัทที่เราไปสมัครนั้น จะไม่ค่อยเคร่งครัดเกี่ยวกับระเบียบมากนักก็ตาม เช่น ถ้าหากผู้สัมภาษณ์ แนะนำตัวเองว่า “My name is James Thomson” ก็ไมควรเรียกเขาโดยใช้ชื่อแรกว่า “Mr.James” เพราะในภาษาอังกฤษถือว่าไม่สุภาพ ควรจะเรียกเขาว่า “Mr.Thomson” จะเหมาะสมกว่า
3. ตามปกติแล้ว มีน้อยครั้งที่ผู้สัมภาษณ์จะเริ่มต้นโดยกล่าวว่า
“Right, tell me about yourself.” (เอาละช่วยบอกให้ผมทราบเกี่ยวกับตัวคุณหน่อยซิ)
คำ ถามลักษณะนี้ เวลาตอบต้องถามผู้สัมภาษณ์ให้แน่นอนว่า จะให้เริ่มเล่าตั้งแต่ตอนไหน โดยการถามเขาว่า “Where would you like me to begin?”
เมื่อถึงตอนนี้ผู้สัมภาษณ์อาจจะพูดว่า “I’d like you to tell me a bit about what you’ve been doing since you left University.” (ผมอยากให้คุณเล่าให้ฟังนิดหน่อยว่า คุณทำอะไรหลังจากจบมหาวิทยาลัยแล้ว)
ผู้ สมัครอาจจะตอบว่า well, when I graduated in 1986, I started work as a salesman with an electronics company and I have been with this company since then.” (เมื่อผมได้รับปริญญาในปี ค.ศ.1986 ผมก็เริ่มทำงานเป็นเซลส์แมนกับบริษัทอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่ง และผมก็ได้ทำงานกับบริษัทนี้ มาจนกระทั่งบัดนี้)
4. อนึ่ง การที่เราชักชวนให้ผู้สัมภาษณ์พูดนั้น ย่อมเป็นวิธีที่ดีอย่างหนึ่ง และเวลาเขาพูด เราก็ต้องแสดงความในใจให้เขาเห็น โดยการตอบรับบ้าง อย่านั่งฟังแต่เพียงฝ่ายเดียว เช่น
“That’s interesting.” (นั่นน่าสนใจจริงๆ ครับ) หรือ
“I see.” (อย่างนั้นหรือครับ)
สูตรการสัมภาษณ์
1.       คุณให้คะแนนความสามารถของตัวคุณเองเท่าไรตั้งแต่ 1-10? อย่า ให้คะแนนที่ระบุเป็นตัวเลขลงไป โดยเฉพาะเลข 10 เพราะคุณจะกลายเป็นคนที่ “โอ้อวด” ทันที และคะแนน 7 หรือ 8 ก็จะทำให้คุณดูเหมือนขาดความมั่นใจ จง พูดว่าคุณจะฝ่าฟันไปให้ถึงระดับ 10 ทั้งเรื่องของชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวได้อย่างไร และเน้นย้ำว่าการทำอะไรให้ดีที่สุดนั้น “สำคัญ” สำหรับคุณเสมอ
2.      อะไรคือจุดแข็งที่สุดของคุณ? อย่า จำกัดคำอธิบายของคุณด้วยคำตอบสั้นๆ เช่น “ผมเป็นคนทำงานหนักมาก” หรือ “ผมชอบทำงานเป็นทีม” จง ทำให้ผู้สัมภาษณ์เชื่อมั่นในตัวคุณ บอกอุปนิสัยส่วนตัวของคุณ จากนั้นรีบยกตัวอย่างเรื่องจริง เพื่อให้เห็นภาพสักหนึ่งหรือสองนาที โดยควรเตรียมไว้สักสอง หรือสามเรื่อง
3.     คุณมองหา “อะไร” ในงานต่อไปของคุณ? อย่า พูดว่าคุณต้องการให้บริษัทให้อะไรแก่คุณ จง อธิบายว่าคุณต้องการอะไร ในแง่มุมที่ว่า “คุณ” สามารถให้อะไรแก่นายจ้างได้บ้าง ถ้าคุณกำลังมองหาการเพิ่มประสบการณ์ด้านการจัดการโครงการ คุณก็ควรอธิบายว่าคุณมีความเชี่ยวชาญในด้านนี้มาก่อน และคุณจะนำเอาความสามารถนี้มาช่วยได้อย่างไร และการทำงานนายจ้างที่จะสามารถช่วยให้สิ่งนี้เป็นจริงได้
4.    คุณจะอยู่ตรงไหนใน 5 ปีข้างหน้า? อย่า พูดถึงแผนการของคุณเกี่ยวกับการกลับไปเรียน หรือการเริ่มต้นธุรกิจสอนดำน้ำบนเกาะ จง แสดงให้เห็นว่าคุณมีความมานะพยายามและมีหนทางที่จะไปถึงจุดหมายได้ แต่คุณไม่จำเป็นต้องเจาะจงลงไป คุณควรที่จะอธิบายว่าในเวลานี้คุณกำลังมองหา ความก้าวหน้าในอาชีพการงานอยู่ และคุณตระหนักดีว่ายังมีโอกาสอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อบริษัทได้เรียนรู้ตัวคุณมากขึ้น

5.     คุณใช้เวลา 4 ปีที่ผ่านมา ในการทำหน้าที่เป็นคุณแม่ และแม่บ้านอย่างเต็มตัว ต่อไปนี้คุณจะสร้างความสมดุลระหว่างงานและลูกๆ ได้อย่างไร? อย่า พูดว่าลูกตัวน้อยๆ ของคุณเลี้ยงง่ายและน่ารักเพียงใด เพราะนั่นจะไม่ทำให้คุณ ได้รับความเชื่อมั่นจากนายจ้าง
จง บอกว่าลูกของคุณตอนนี้ ก็เติบโตขึ้น และกำลังอยู่ ในโรงเรียนเตรียมอนุบาล และคุณกำลังพกพาความกระตือรือร้น และความตื่นเต้น ที่จะได้กลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง ซึ่งความรู้สึกนี้อาจไม่พบ ในลูกจ้างที่ไม่เคยมีประสบการณ์ ในการ “ต้องอยู่บ้าน” …

คำถามที่ไม่ควรถามต่อผู้สัมภาษณ์

1. Do I have to sign a contract?
(ผมต้องเซ็นสัญญาหรือไม่)

2. What are the working hours?
(ชั่วโมงการทำงานเป็นอย่างไร)
3. Will I have to work overtime?
(ผมต้องทำงานล่วงเวลาหรือไม่)
4. What degree have you obtained?
(ท่านสำเร็จศึกษาอะไรมา)
5. How much vacation leave am I entitled to?
(ผมมีสิทธิลาหยุดงานได้นานเท่าไร)
6. Do we have a Labour Union here?
(ที่นี่เรามีสหภาพแรงงานได้หรือไม่)
7. Will I have the cpportunity to travel overseas?
(ผมจะมีโอกาสไปต่างประเทศหรือไม่)
8. What fringe benefits does your company offer?
(ทางบริษัทให้ผลประโยชน์อะไรบ้าง)




ร่วมแสดงความคิดเห็น

กรอกข้อความที่เห็น

ชื่อ : Name


go to top